Home     Webboard     Guestbook     Chatroom   

ปลากัด

 

   
       แต่ก่อนเรารู้จักปลากัดเพียงแค่ปลากัดเก่งเท่านั้น แต่ปัจจุบันวงการปลากัดพัฒนาไปมาก ทั้งภายในและต่างประเทศ จากปลากัดเก่งพัฒนาสายพันธุ์เป็นปลากัดสวยงาม ทำให้วงการปลากัดเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น
       ปลากัดเป็นปลาขนาดเล็ก มีสีสวยงาม หลากสี โดยเฉพาะปลาตัวผู้เวลาแผ่ลำตัวเพื่อแสดงอาณาเขต ต่อสู้ และต้องการผสมพันธุ์กัน สีตามลำตัวจะเปล่งเป็นประกาย สดใสแวววาวสวยงามมาก จึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปลาที่สวยที่สุดในโลก ปลากัดจัดว่าเป็นปลาที่โตเร็ว เมื่ออายุได้ประมาณ 4-7 เดือนก็สามารถทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ หากผสมพันธุ์เมื่ออายุ 4 เดือน จะตกไข่ประมาณ 500 ฟอง แต่ถ้าผสมพันธุ์กันเมื่ออายุ 6 เดือน จะตกไข่ประมาณ 300-1,000 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่ปลาด้วย ปลากัดมีหลายพันธู์มีทั้งพันธุ์ไทยและเทศ ดังนี้
       ปลากัดพันธุ์คราวเทล เป็นปลากัดนอก มีลักษณะเด่นคือ มีหนามแหลมอยู่รอบหาง เป็นปลาโตเร็ว
       ปลากัดพันธุ์คราวเทลหนามเตย หรือแพลทตินั่ม แพงกว่าคราวเทลธรรมดา เพราะมีความเงาอยู่ในตัว เป็นปลากัดนอกผสมปลากัดไทย ปลากัดจีน มีลักษณะเด่นคือ มีหนาม แหลมอยู่รอบหาง เป็นปลาโตเร็ว มีข้อจำกัดคือ สวยได้ประมาณ 12 เดือน จากนั้นก็จะเริ่มคลายลง
       ปลากัดพันธุ์ฮาร์ฟมูน เป็นปลากัดนอก ราคาแพงหลายพัน(5,000 บาทถือว่าปกติ) มีลักษณะเด่นคือ หางกางได้ 180 องศา เป็นปลาโตเร็ว มีข้อจำกัดคือ สวยได้ประมาณ 8 เดือน จากนั้นก็จะเริ่มคลายลง อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 ปี
       ปลากัดจีน มีลักษณะเด่นคือ หางยาว อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 ปี
       ปลากัดป่าหรือปลากัดลูกทุ่ง
       ปลากัดหม้อหรือปลากัดลูกหม้อ เป็นปลากัดไทย ปัจจุบันสามารถทำเป็นสีเดียวล้วนได้แล้ว ได้แก่ สีขาว สีเหลือง และสีแดง สีขาวได้รับความนิยมสูงสุด ข้อดีของปลาหม้อนอกจากกัดเก่งแล้ว คือ สามารถสวยได้ตลอดชีวิต อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 ปี

       ปัจจัยที่มาช่วยเสริมการพัฒนาพันธุ์ปลากัดในประเทศไทยคือ ภูมิอากาศของไทยสามารถเพาะพันธุ์ปลากัดได้ทั้ง 3 ฤดู แต่ฤดูที่เหมาะสมที่สุดคือฤดูฝน ปลากัดจะเพาะง่าย ปลากัดจะขยันสร้างหวอด ได้ลูกปลาเยอะกว่าฤดูอื่นๆ แต่ฤดูฝนก็จะมีข้อเสียคือ เชื้อโรคที่มากับน้ำ โรคระบาดเยอะมาก สามารถทำให้ลูกปลาตายได้ง่าย ต้องระวังเป็นพิเศษ
       ตลาดปลากัดมีทั้งภายในและต่างประเทศ เกษตรกรผู้เพาะพันธุ์และขายปลากัดกับต่างประเทศรายหนึ่งบอกว่าปัญหาคือ เรื่องการโอนเงิน ไทยเราเป็นรองประเทศอื่นนั่นคือ ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินยังแพงมาก ปลา 1ตัว เสียค่าธรรมเนียมไม่ต่ำกว่า 20-30 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณพันกว่าบาท ในขณะที่ประเทศอื่นเสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 3% จากยอดขายทั้งหมด ถ้าหากรัฐบาลหันมาสนใจในจุดนี้ เปิดให้มีการโอนเงินผ่านทางบัตรเครดิตได้ โอนทางอินเตอร์เน็ตได้ และเสียค่าธรรมเนียมถูกลง คิดว่าตลาด วงการปลาสวยงามบ้านเราคงบูมกว่านี้แน่ ซึ่งสิงคโปร์ และมาเลเซียเขาทำได้ ยกเว้นยกเว้นประเทศไทย ทำให้การค้าขายปลาสวยงามกับต่างประเทศยังไม่คล่องตัว ทำให้ต้องหันไปใช้ระบบอื่นซึ่งแพงกว่า
       อีกหนึ่งเสียงที่อยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้รับทราบ และหาทางช่วยเหลือวงการปลาสวยงาม ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งฐานทำเงินให้ประเทศ ได้ไม่น้อยกว่าวงการอื่นๆ แน่นอน...


 

 

ย้อนกลับไปบนสุด


จัดทำ เมื่อ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ :: ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๘