|
ปลาทอง (goldfish) หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันจนเคยชินว่า"ปลาเงินปลาทอง" นักวิทยาศาสตร์จัดให้ปลาทองอยู่ในสกุล(genus) carassius ในครอบครัว(family) cyprinidae ซึ่งอยู่ในครอบครัวเดียวกันกับปลาไน
ปลาคร์าพ ปลาตะเพียน และปลาอื่นๆ อีกกว่าสองพันชนิด จากการศึกษาค้นคว้าชีวประวัติของปลาทองพบว่า ปลาทองเป็นปลาที่ผ่าเหล่า หรือพัฒนาสายพันธุ์มาจากปลาไน(crucian
carp) ซึ่งคนจีนเรียกว่า"หลีฮื้อ" จากหลักฐานอ้างอิงที่ค้นคว้าได้ พบว่าชาวจีนเป็นชาติแรกที่สามารถเพาะพันธุ์ปลาทองได้สำเร็จในราวปี พ.ศ.808-859 (ค.ศ.265-316) โดยปลาทองตัวแรกที่พัฒนาขึ้นได้มีลักษณะคล้ายคลึงกับปลาไน แต่มีสีออกทองอมเหลืองหรือส้ม ในขณะที่ปลาไนมีสีน้ำตาลปนดำ ชาวจีนเรียกปลาทองว่า"กิมลี่" ตัวอย่างของพันธุ์ปลาทองซึ่งชาวจีนสามารถผสมพันธุ์ได้เป็นผลสำเร็จได้แก่ ปลาทองหางพัด
ปลาทองออแรนดา ปลาทองหัวสิงห์ ปลาทองตาโปน
ปลาทองริวกิ้น ปลาทองวะกิ้น และอื่นๆ การแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกพบว่า
ญี่ปุนเป็นประเทศแรกที่นำปลาทองไปเลี้ยง โดยปลาทองชุดแรกถูกนำไปเลี้ยงที่เมืองซาไก เมื่อปี พ.ศ.2043(ค.ศ.1500)
คนญี่ปุนเรียกปลาทองว่า"คินกอย" สำหรับการแพร่หลายเข้าสู่กลุ่มประเทศทางแถบยุโรป สันนิษฐานว่าอังกฤษเป็นชาติแรกที่นำปลาทองไปเผยแพร่ ในปี พ.ศ.2234(ค.ศ.1691) ต่อมาในปี พ.ศ.2323(ค.ศ.1780)
ชาวผรั่งเศสได้นำปลาทองไปโชว์ในงาน
"Histore Naturalle des Dorades de la Chine" โดยในงานนี้มีพันธุ์ปลาทองที่ถูกนำไปโชว์มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 80 ชนิดด้วยกัน ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปลาทองก็เริ่มเป็นที่รู้จัก และนิยมกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มประเทศทางแถบยุโรป
ส่วนการแพร่หลายเข้าสู่อเมริกานั้น
เข้าใจว่าปลาทองที่นำเข้าประเทศเป็นปลาที่มาจากญี่ปุนในราวปี พ.ศ.2419 (ค.ศ.1876) ซึ่งชาวอเมริกันเองก็นิยมเลี้ยงปลาทองกันอย่างแพร่หลาย และสามารถเพาะพันธุปลาทองสายพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาหลายชนิดด้วยกันเช่น ปลาทองสีเหล็ก ปลาทองตากลับ เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยเรานั้น ปลาทองถูกนำเข้ามาเลี้ยงครั้งแรกเมื่อใดนั้น ไม่พบหลักฐานแน่ชัด แต่สันนิษฐานกันว่าน่าจะนำเข้ามาในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยนำเข้ามาจากประเทศจีน ในช่วงราวปี พ.ศ.1911-2031(ค.ศ.1368-1488) ซึ่งในช่วงนั้น
ประเทศไทยมีสัมพันธภาพทางการทูตกับจีนแน่นแฟ้นเป็นพิเศษ
|