Home     Webboard     Guestbook     Chatroom 


โรคและแนวทางในการป้องกันรักษา

    เป็นธรรมดาที่สรรพสิ่งในโลกเกิดมาต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเอ่ยถึงโรคของสุนัข เราๆ ท่านๆ ก็มักจะนึกถึงแต่โรคพิษสุนัขบ้า แท้ที่จริงแล้วสุนัขก็สามารถเจ็บป่วยเป็นโรคได้มากมายสารพัดเช่นเดียวกับเรา เป็นเหตุให้ต้องล้มตายอยู่เสมอ ยิ่งสุนัขตัวเล็กๆ ที่ยังเป็นลูกสุนัขอยู่ สมควรได้รับการดูแล เอาใจใส่เป็นพิเศษจากเจ้าของ

 

วิธีการตรวจสุขภาพเพื่อให้รู้ว่าสุนัขเป็นปกติดีอยู่หรือไม่
1. ตรวจลำตัวโดยใช้มือลูบและคลำส่วนต่างๆ หากไม่พบส่วนปกติ เช่น ก้อนเนื้อ ถุงน้ำ ก็แสดงว่าสุนัขไม่ได้เป็นอะไร แต่ถ้าพบที่ส่วนหนึ่งส่วนใดต้องรีบนำไปพบสัตว์แพทย์ทันที
2. ตรวจใบหูดูว่าเป็นฝีหรือหนองหรือไม่ ข้อสำคัญหูต้องไม่มีกลิ่นเหม็น
3. ตรวจดวงตา กระจกตาต้องไม่เป็นฝ้าขาว ไม่มีบาดแผลเยื่อตาขาวเป็นปกติ
4. ตรวจปากและจมูก เปิดดูว่าในช่องปากมีบาดแผลหรือเหงือกอักเสบหรือไม่
ฟันมีหินปูนเกาะมากน้อยเพียงใดดูจมูกว่ามีน้ำมูกไหลออกมาหรือไม่เสียงหายใจเป็นปกติเพียงใด และลมหายใจมีกลิ่นหรือไม่ หากผิดปกติแม้ส่วนใดส่วนหนึ่งให้ปรึกษาสัตว์แพทย์ทันที
5. สังเกตดูอุจจาระ ปัสสาวะ อุจจาระต้องไม่เหลว ไม่มีมูก และมีเลือดปนปัสสาวะเป็นสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม ไม่มีเลือดปนเด็ดขาด

 

การตรวจสอบสุขภาพของสุนัข
- ใส่ปรอทวัดไข้ที่ก้น
- ตรวจสอบทั้งตัวว่ามีก้อนเนื้อผิดปกติหรือไม่
    

 

ทดสอบน้ำหนักของสุนัข
1. ชั่งน้ำหนักคนอุ้ม
2. ขึ้นชั่งทั้งคนทั้งสุนัข
3. น้ำหนักข้อ 2 - ข้อ 1 = น้ำหนักสุนัข

 

เทคนิคการให้ยาน้ำ ยาเม็ด และยาทาลำตัว
- ใช้นิ้วบีบครีมทาบริเวณลำตัว 
- ป้อนยาน้ำด้วยหลอดดูดยา
- ใช้สำลีชุบยาน้ำทาบริเวณลำตัว
- ป้อนยาเม็ดด้วยการใส่ยาไว้ใต้ลิ้น
- การหยอดยาที่หูและตา
- หยอดยาเข้าไปในรูหู
- หยอดยาที่หนังใต้ตา(ชนิดครีม)
- หยอดยาชนิดน้ำที่ลูกตา

 

โรคร้ายในตัวสุนัข
1. พยาธิปากขอ
   เป็นพยาธิตัวกลมฝังดูดเลือดอยู่ในลำไส้ลำไส้เล็กของลูกสุนัข ติดต่อถ่ายทอด โดยทางเท้า และจากน้ำนมของแม่สุนัข ลูกสุนัขที่มีพยาธิตัวนี้อยู่จะมีอาการซีดโลหิตจางอุจจาระเหลว มีเลือดปนอุจจาระเป็นสีแดงคล้ำ ลูกสุนัข จะแสดงอาการอ่อนเพลีย ผอมไม่ทานอาหาร และไม่เติบโต วิธีการรักษาทำได้โดยถ่ายพยาธิให้ลูกสุนัขทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อนำเอาตัวพยาธิออกไปเป็นช่วง ๆ

2. โรคพยาธิเส้นด้าย
   เป็นพยาธิตัวกลม ลูกสุนัขตัวใดถ้ามีพยาธิพวกนี้อยู่มากจะมีอาการถ่ายเหลว และมีเลือดปน ลูกสุนัขจะเชื่อมซึม เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวจะลดลง ปล่อยไว้นานๆ ลูกสุนัขจะหมดแรงและตายไป ในที่สุด วิธีรักษาทำได้โดยการถ่ายพยาธิติดต่อกันทุก 3-5 วัน เพื่อให้ตัวพยาธิออกไปให้หมด

3. โรคพยาธิหนอนหัวใจในสุนัข
   เกิดจากพยาธิที่มีตัวยาวมาก อาศัยอยู่ในหัวใจท้องล่างขวาถึงเส้นเลือดใหญ่ไปที่ปอด ติดต่อได้โดยมียุงเป็นพาหะนำเอาตัวอ่อนของพยาธิในระยะติดต่อ ปล่อยลงไปที่ตัวสุนัข สุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้มักได้แก่สุนัขที่มีอายุ 3-5 ปีขึ้นไป พยาธิชนิดนี้ถ้ามีมากจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนัก และขยายตัว สุนัขจะ มีความผิดปกติที่หัวใจแสดงอาการไอแห้งๆ ไม่มีแรง นอนซม อาจจะมีอาการท้องมาร ตัวซีด หมดแรงล้มตายไปดื้อๆ รักษาได้โดยการป้องกันตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน เป็นการสกัดกั้นไม่ให้ ตัวอ่อนของมันโตขึ้นทุกวันๆ

4. โรคหัดสุนัข
   เป็นโรคที่มีอันตรายต่อลูกสุนัขมาก ตัวใดที่เป็นจะมีโอกาสตายสูง สาเหตุเกิดมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง สุนัขที่เป็นจะมีไข้ตัวร้อน ซึมอยู่ 2 วัน อาการป่วยจะรุนแรงขึ้น มีอาการน้ำมูกไหลข้นเหนียวติดเต็มโพรงจมูก หายใจไม่สะดวก บางตัวจะมีน้ำตา มีขี้ตา ตาอักเสบ เยื่อตาขาวแดง เป็นมากๆ จะทำให้อาการปวดอักเสบ สุนัขบางตัวจะมีอาการท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก ขาและหัวกระตุกเช่นเดียวกัน สุดท้ายก็จะตายในลักษณะชักเกร็ง วิธีรักษาป้องกันทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดสุนัขแก่ลูกสุนัขตั้งแต่ลูกสุนัขอายุ 6-8 สัปดาห์ และฉีดซ้ำอีกครั้ง ตอนอายุ 14 สัปดาห์ และฉีดกระตุ้น ปีละ 1 ครั้งตลอดชีวิต

5. โรคลำไส้อักเสบ
   เป็นโรคที่คนเลี้ยงสุนัขกลัวกันที่สุด เพราะเมื่อเกิดขึ้นกับลูกสุนัขตัวใดแล้ว มักจะถ่ายจนตายไปอย่างไม่น่าเชื่อ สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง อาการ  ที่เป็น ลูกสุนัขจะเชื่อซึมเรื่อยๆ อุจจาระมักมีเลือดปน ลูกสุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้ อาจจะตายเนื่องจากสูญเสียน้ำอย่างรุนแรง แต่ถ้าเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์แล้ว ลูกสุนัขไม่ตายอาการที่เลวร้ายก็จะดีขึ้นมาเอง รักษาได้โดยการให้น้ำชดเชยทางเส้นเลือด และให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการแทรกซ้อนของโรค มิให้กระหน่ำซ้ำเติมลูกสุนัขเข้าไปอีก

6. โรคพิษสุนัขบ้า
   โรคนี้คนที่เลี้ยงสุนัขมักจะคุ้นเคยกันดี สาเหตุเกิดมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ติดต่อได้ทางน้ำลายของสุนัข และแมวที่ป่วยมากัดหรือข่วนทำให้เกิดบาดแผล และเชื้อไวรัสผ่านเข้าไปเจริญเติบโตได้ สุนัขที่ป่วยจะมีอาการบ้าอย่างรุนแรง ซึม หงุดหงิดง่าย ดุ อารมณ์ไม่ดี มักจะเห่าหอน กัดวัตถุต่างๆเรื่อยเปื่อย เสียงเห่าหอนผิดปกติ เนื่องจากเส้นประสาทบริเวณกล่องเสียงถูกทำลาย สุดท้ายสุนัขก็จะเป็นอัมพาตตายไปเอง ป้องกันได้โดยการนำสุนัขหรือแมวของท่านไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเสียแต่เนิ่นๆ

7. โรคเรื้อนแห้ง
   โรคเรื้อนแห้ง หรือที่เรารู้จักในนามโรคขี้เรื้อน หรือสุนัขหนังกลับ พบเห็นได้ทั่วไปกับสุนัขข้างถนน สุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการคัน และทรมานมาก ตัวเรื้อนเป็นสัตว์เล็กๆเพียง 0.03-0.05 เซนติเมตร ได้ใช้ผิวหนังของสุนัขเป็นที่อยู่อาศัย มันจะขุดอุโมงค์ขึ้นในผิวหนังของสุนัขชั้นนอกสุด หลังจากนั้น ก็จะขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มผิวหนังของสุนัข รักษาได้โดยต้องฉีดยาฆ่าเรื้อนทุกๆ 14 วัน

8.โรคเรื้อนในขุมขน
   เป็นโรคผิวหนังที่รักษายาก ผิวหนังจะเป็นตุ่มแดงๆ และลามขึ้นบนใบหน้า ขา เท้า และหลัง สุนัขที่เป็นโรคนี้เมื่อหนักขึ้นจะมีขนร่วง บริเวณเหนือคิ้ว แก้ม หน้าผาก จากนั้นจะเกิดตุ่มแดง และกลายเป็นตุ่มหนองมีเลือดภายใน และกระจายไปทั่วลำตัว รักษาได้โดยให้ยา ฉีดยา บางตัวรักษาดีๆจะหายเป็นปกติบางตัวเมื่อหายแล้วก็จะกลับมาเป็นใหม่อีก ป้องกันได้โดยให้อาหารกินโดยสมบูรณ์ รักษาความสะอาด บริเวณที่อยู่อาศัย และดูแลให้สุนัขแข็งแรงอยู่เสมอ 

 

9. โรคที่เกิดจากเห็บ
   9.1 โรคติดเชื้อเออร์ลิเซีย
   ติดต่อโดยเห็บสีน้ำตาลที่กัดดูดเลือดสุนัข สุนัขจะมีไข้สูง เยื่อตาขาว อักเสบ มีขี้ตา มีน้ำมูกมาก มีเลือดออกใต้ผิวหนัง และออกจากจมูกเหมือนเลือดกำเดา ใต้ท้องจะเป็นจุดแดงๆ เต็มไปหมด เบื่ออาหาร รักษาได้โดยการให้ยาหลายตัว ซึ่งจะต้องปรึกษาสัตว์แพทย์ ป้องกันได้โดยกำจัดเห็บสีน้ำตาลให้หมดไป อย่าให้เห็บเกาะผิวหนังโดยเด็ดขาด

   9.2 โรคติดต่อเฮ็บปาโตซูน
   ติดต่อโดยเห็บสีน้ำตาล สุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้จะไม่แสดงอาการอย่างชัดเจน แต่จะมีอาการไข้ ตัวร้อน เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง เจ็บปวดกล้ามเนื้อ และเดินเหินผิดปกติ รักษาได้ยากเพราะยังไม่มีตัวยาที่รักษาได้โดยเด็ดขาด แต่สามารถป้องกันได้ โดยกำจัดเห็บสีน้ำตาลให้หมดไป

   9.3 โรคติดเชื้อบาบีเซีย
   ติดต่อโดยเห็บสีน้ำตาลเช่นเดียวกัน สุนัขจะมีอาการเซื่องซึม เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เป็นไข้ เป็นดีซ่าน สุนัขจะมีน้ำหนักลด ผอมแห้ง และทรุดโทรม รักษาได้โดยฉีดยาฆ่าพยาธิในเม็ดเลือดเข้าไป ป้องกันได้โดยกำจัดเห็บสีน้ำตาล ให้หมดไปเช่นเดียวกัน

ย้อนกลับไปบนสุด 


จัดทำเมื่อ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ :: ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๗